Username
Password
 
 
สมัครสมาชิกทุกประเภท

 
  การดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็ง โดย นพ. ศักรินทร์ จิรพงศธร
  (วันที่ Update : 2016-02-26)
 
 
 
 

สงวนลิขสิทธิ์ ©นพ.ศักรินทร์ จิรพงศธร กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ 


การดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็ง

โดย นพ. ศักรินทร์ จิรพงศธร แผนกโรคระบบทางเดินอาหาร กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า


            ตับแข็ง คือโรคตับระยะสุดท้ายที่เกิดตามหลังโรคตับหลายชนิดซึ่งมีสาเหตุหลากหลาย เช่น ตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี การดื่มสุราต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หรือ โรคไขมันพอกตับ (non-alcoholic steatohepatitis หรือ NASH) โรคตับแข็งมีการเกิดพังผืดและแผลเป็นในเนื้อตับ ส่งผลให้ตับสูญเสียหน้าที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การสร้างและสะสมสารสำคัญและแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมไปถึงเกิดการปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับ


อาการของโรคตับแข็ง

            ผู้ป่วยโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก เช่น อ่อนเพลีย คันตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ขาบวม เบื่ออาหาร ต่อมาเมื่อตับถูกทำลายมากขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการตาเหลืองตัวเหลืองที่เรียกว่าดีซ่าน ท้องมานจากของเหลวสะสมในช่องท้อง ซึมสับสนจากของเสียคั่งในร่างกายจนส่งผลต่อการทำงานของสมอง เลือดออกในระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรงจากหลอดเลือดโป่งพองในทางเดินอาหารจนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดโรคมะเร็งตับในทุกระยะของโรค


http://qsota.com/liver-cirrhosis/


การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

            ผู้ป่วยโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการแต่อาจตรวจพบได้จากการตรวจเลือดหรือการตรวจร่างกายประจำปี แพทย์อาจเจาะเลือดผู้ป่วยตรวจการทำงานของตับ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและปริมาณเกล็ดเลือด ตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด รวมไปถึงตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ นอกจากนี้การตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์และการเจาะชิ้นเนื้อตับส่งตรวจทางพยาธิวิทยา อาจให้ข้อมูลในการวินิจฉัยโรคตับแข็งมากขึ้น


การดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็ง

            ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรได้รับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ที่อ้วนควรลดน้ำหนักและงดการดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับและส่องกล้องระบบทางเดินอาหารเพื่อตรวจหาหลอดเลือดโป่งพองและป้องกันเลือดออก ผู้ป่วยควรได้รับการฉีดวัคซีนสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบเอและบี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงวัคซีนโรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย pneumococcus  ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาและสมุนไพรที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตับ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ และอาหารบางชนิดที่อาจปนเปื้อนเชื้อราที่สร้างสารอะฟาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งส่งเสริมให้เกิดมะเร็งตับมากยิ่งขึ้น เช่น ถั่วลิสงบดหรือพริกป่นที่อับชื้น ผู้ป่วยที่มีอาการบวมหรือท้องมาน ควรจำกัดเกลือและหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะทุพโภชนาการซึ่งเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจึงควรได้รับพลังงานจากอาหารอย่างเพียงพอประมาณ35 ถึง 40 กิโลแคลอรี่/กก./วัน และ โปรตีน 1.2-1.5 กรัม/กก./วัน  โดยควรแบ่งมื้ออาหารเป็นอาหารมื้อเล็กๆ ที่ให้พลังงานสูงและรับประทานบ่อยๆ นอกจากนี้ควรจัดอาหารว่างให้ผู้ป่วยรับประทานก่อนนอน ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรพบแพทย์เพื่อติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ


บทสรุป

 

            การดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็งมีเป้าหมายชะลอการเกิดพังผืดและแผลเป็นภายในตับ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมไปถึงการเกิดมะเร็งตับ ตลอดจนการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องซึ่งสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับแข็ง


 

Facebook PMKMED
Health Promotion PMK
กรมแพทย์ทหารบก
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฏเกล้า
ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎ
สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย
สหกรณ์ออมทรัพย์วังพญาไท
สำนักงานพัฒนาวิจัย วพม.
หาผู้เชี่ยวชาญโรคไต
ห้องสมุดออนไลน์ รพ.พระมงกุฎเกล้า
แผนกโรคไต Division of Nephrology
แพทยสภา::The Medical Council of Thailand
โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า





สมาชิกออนไลน์ 2 คน, ผู้เยี่ยมชม 129 คน, จำนวนผู้เข้าชมตั้งแต่ 22 June 2011 = 1394171 คน

กองอายุรกรรมโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ชั้น 3 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 315 ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร 0-2763-3280, 0-2763-3278


เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕
กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 
ออกแบบและดูแลโดย พ.อ. กิตติ บูรณวุฒิ
Official Website of Department of Medicine, Phramongkutklao Hospital
Copyright © 2011-2012
Department of Medicine, Phramongkutklao Hospital - All Rights Reserved
Developed and maintained by COL Kitti Buranawuti